การหาอู่ซ่อมสำหรับซ่อมรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์มือสอง กว่าจะเจออู่ที่มีจรรยาบรรณ ไม่เอาเปรียบลูกค้า ไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนใหญ่เจอลูกค้าหน้าแปลกๆ เข้าไป พร้อมจะฟันทันที หรือแม้แต่ลูกค้าเก่าก็ตาม ก็ฟันนิ่มๆ ไปเรื่อย โชคดีที่ทุกวันนี้ ในอินเตอร์เน็ตมีข้อมูลให้เราค้นหาได้ทุกเรื่อง การใช้รถยนต์มือสองหลายๆ รุ่นจะมีชมรม ซึ่งก็จะมีคำแนะนำในการซ่อม การเลือกอู่ แนะนำอู่ที่ไว้ใจได้ ซ่อมแล้วจบ ไม่เลี้ยงไข้ ไม่เอาเปรียบ ซึ่งหายาก
สิ่งที่ควรทำก่อนจะเลือกอู่ซ่อมรถยนต์
การใช้งานรถยนต์มือสอง ในที่นี้ขอเน้นรถเก่านะ ที่เริ่มจะต้องซ่อมแล้ว อายุส่วนใหญ่คือเกิน 15 ปี มีคำแนะนำดังนี้
1. ให้ค้นหาข้อมูลราคาอะไหล่ ค่าใช้จ่ายในการซ่อม ก่อนทุกครั้งที่จะซ่อม หรืออาจจะรวบรวมพิมพ์เป็นเอกสารไว้เลย เวลาสอบถามค่าซ่อม ก็จะรู้ว่า มีการคิดเพิ่มเท่าไหร่
2. สอบถามในกรณีที่เรามีอะไหล่อยู่แล้ว ซื้อไว้แล้ว คิดค่าแรงเท่าไหร่ ดูความเต็มใจที่จะให้บริการ ลองเข้าร้านใหญ่ลูกน้องเยอะๆ กับร้านเล็กๆ ทำกันเอง เปรียบเทียบราคาค่าบริการ
3. การซ่อมให้เน้นชุดใหญ่ เป็นชุดๆ ไป เช่น เครื่องยนต์ ระบบหล่อเย็นหรือระบบระบายความร้อน ช่วงล่าง ซ่อมเป็นส่วนๆ อย่าซ่อมตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ถ้าสามารถซ่อมทั้งหมดได้ในคราวเดียวเลยก็จะยิ่งดี เราจะได้รู้สภาพรถยนต์ว่าสมบูรณ์แค่ไหน
4. หากรถยนต์ยี่ห้อหรือรุ่นนั้นๆ มีชมรม หรือเว็บบอร์ดให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ควรหาข้อมูลเกี่ยวกับรถในชมรมก่อน
การเตรียมตัวก่อนนำรถยนต์เข้าไปซ่อม
1. หาข้อมูลเกี่ยวกับการซ่อมส่วนที่รถมีปัญหา มีอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายโดยรวม เพื่อป้องกันช่างมันมั่ว หาเรื่องให้เสียเงินเพิ่ม เคยเจอช่างบางคนมึนมาก เอารถไปสลับยาง รอบที่สอง ช่างหัวมันบอกว่า ยางหมดอายุแล้ว ต้องเปลี่ยนนะ ทั้งที่ดอกยังเต็ม เลยถามไปว่า ยางวิ่งมา 20,000 กิโลเมตร นี่หมดอายุแล้วเหรอ มันเงียบ ทำเป็นตบล้อ แล้วแถต่อ โอ๊ยนี่ ลูกปืนล้อหน้าแตก เอากะมัน เพิ่งออกจากอู่ทำช่วงล่างมา มันมึนจริงๆ เลยบอกรีบๆ สลับยาง มันก็ทำเป็นฮึดฮัดๆ ไม่พอใจ
2. ควรสอบถามราคาอะไหล่ หรือซื้ออะไหล่ไปเองเลย
ลองโทรไปสอบถาม หรือจะสั่งให้ส่งทางรถตู้ รถโดยสารก็ได้ กรณีไม่แน่ใจว่ามีอะไรเสียหรือไม่ ก็สั่งมาก่อน เพราะร้านนี้สุดยอดบริการ ใช้ไม่ได้ ก็คืนเงินให้ ขออย่าแกะซองหรือลองเปลี่ยน ต้องเดิมๆ คืนเงินทุกบาท เจ้าของใจดีมาก รวยแต่ไม่ถือตัวเลย กันเองมาก
การบำรุงรักษารถยนต์เป็นสิ่งที่สำคัญมากโดยเฉพาะรถที่ผ่านการใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50,000 กิโลเมตร ผู้ใช้รถหลายท่านอาจละเลยไม่นำรถเข้าเช็คที่ศูนย์บริการ เพราะการเช็คระยะที่เกินจาก 50,000 กิโลเมตร ทางผู้ใช้รถจะมีค่าแรงเข้ามาเพิ่มในส่วนของค่าใช้จ่าย ทำให้ผู้ใช้รถหลายๆท่านไม่อยากที่จะนำรถเข้ามารับบริการจากทางศูนย์บริการ โดยไม่ทันได้คาดคิดว่ารถยังมีการรับประกันอยู่ที่ 100,000 กิโลเมตร หรือ 3 ปี แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน ทำให้ขาดการบำรุงรักษาจากทางศูนย์บริการไป โดยไม่มีประวัติการเช็คระยะจากทางศูนย์บริการ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการปฎิเสธการรับประกันคุณภาพจากผู้ผลิตได้ และเกิดปัญหาหากเราได้ใช้บริการที่อื่น เนื่องจากรถขาดการดูแลและบำรุงรักษาจากศูนย์บริการที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้ผลิต








